รีวิว Marker ปากกาสีน้ำ Neopiko 4 ของ Deleter by renrengang

รีวิวปากกาสีน้ำ Water Color Pen Neopiko-4 ของ Deleter กันนะคะ วันนี้มารีวิวเบื้องต้นตามสัญญาค่ะ :)

หน้าตาของตัวที่จะรีวิวก็ประมาณนี้

Water Color Pen

.

ปากกา Marker สีน้ำ Neopiko 4 ค่า~!!

.
ตัวนี่พี่เซเรนลองเทสต์เบื้องต้นและเบื้องลึกไปแล้ว ใช้งานได้ง่ายมากกกกก และโหดมากกกกกตามแต่งานแตกต่างกันไป แต่ถ้าชินกับสีแล้วมันก็สนุกดีนะคะ ชอบตรงสีสดโพดๆๆๆๆ สดกว่าสีน้ำทั่วไปมากๆๆๆๆ  ตัวนี้ถ้าจะให้ดี… ในงานวาดรูปแบบอลังจริงจังก็ควรใช้คู่กับสีน้ำสด…. คือสีน้ำแบบหลอดบีบน่ะค่ะ บางทีพี่เซเรนก็เรียกเอาง่ายว่าสีน้ำสด  (ย่อมาจาก ‘สีน้ำที่บีบสดๆ จากหลอด’ )  มันเป็นปากกาสีน้ำที่มันคือสีน้ำ ที่มีคุณบัติและวิธีการใช้เหมือนกับสีน้ำทุกอย่าง ที่ควรจะใช้คู่กับสีน้ำสดมากมายจริงๆ ค่ะ

อันนี้จะเป็นการรีวิวเบื้องต้นนะคะ ก็เลยยังไม่มี How to paint แบบ Step by Step ให้ดูก็อย่างเพิ่งเหงานะคะ เพราะมันจะมีตามมาแน่ๆ แต่ก่อนอื่นมาดูกันก่อนว่า Water Color Marker ตัวนี้มีคุณสมบัติทำอะไรได้บ้าง เริ่มจาก…..

หนูดูในแค็ตตาล็อคเค้าบอกว่าเอาปากกาจุ่มน้ำไล่โทนสีได้ ก็เลย…. หยิบสีดำมาปาดสดก่อนเลย

ปากกาสีน้ำ สีดำ

อันนี้ปาดสดนะคะ แบบยังไม่ได้เอาปลายปากกาจุ่มน้ำ ดำสนิทดีจุงเบย  ปาดสดเสร็จแล้วก็ลองเอาจุ่มน้ำดูค่ะ ตามคู่มือที่บอกว่าจุ่มน้ำได้

Neopiko 4

สังเกตตรงนี้ดีๆ นะคะว่าน้ำ…. ในจานสีน้ำที่ปลายปากกาจุ่มลงไปมีน้อยยยยยยมาก เอาจริงเอาจังคือเราใช้แค่ 2-3 หยดก็พอค่ะ พี่เซเรนสังเกตว่าพอจุ่มลงไปปุ๊บพู่กันที่ปลายปากกาจะดูดน้ำขึ้นมา ในขณะเดียวกันหมึกในด้ามก็จะไหลออกมาผสมกับน้ำที่พู่กันอุ้มเอาไว้ ก็จะทำให้โทนสีอ่อนลง…. เป็นการคุมโทนสีเข้มสีอ่อนของ Neopiko 4 ค่ะ
คืออยากให้อ่อนก็จุ่มน้ำ อยากให้เข้มก็ไม่ต้องจุ่ม ใช้แรกๆ ถ้ายังไม่ค่อยชินกับปริมาณน้ำที่ต้องจุ่มคุมความอ่อนเข้มก็จะรู้สึกว่าใช้งานยากนิดนึง

ภาพตัวอย่างการทดลองไล่เฉด จากปาดสดดำสนิท เอาปลายพู่กันแตะน้ำเล็กน้อยสีดำจะจางออกมา ถ้าจุ่มเยอะๆ ลงไปทั้งด้ามสีจะจางมาก แล้วพอปาดไปเรื่อยๆ จนน้ำหมดจากพู่กันสีก็จะค่อยๆ เข้มขึ้นอย่างที่เห็นนี่ในภาพ

สอนลงสี

สีเนื้อ… ค่อนข้างสำคัญสำหรับการวาดตัวการ์ตูนเน๊อะ Neopiko 4 มีสีส้มแป้ง 1 ด้ามสำหรับใช้เป็นสีเนื้อค่ะ สีสดมาก หวานมาก ขนมมากกก สวยดีค่ะ แต่….. ขอติอ่ะ T^T

พี่เซเรนลองใช้สีเนื้อของ Neopiko 4 เพียวๆ แล้วเจ็บมากกกก… คือสีมันมีอยู่เฉดเดียวค่ะ ผสมเข้มไม่ได้ มันไม่มีเหลืองไข่ไก่นะ (สีน้ำหลอดจะมี) มันเป็น Yellow Ocher แทน ทีนี้ความเป็นน้ำตาลใน Ocher มันมีมากกว่าเหลือง ในขณะที่สีเนื้อ Powder Orange …. มันส้มปิ๊งสี Cute อย่างที่เห็นในภาพ ซึ่งขัดแย้งชัดเจนกับ Yellow Ocher สรุปทั้งหมดง่ายๆ คือ….. มันไม่มีเฉดสีสำหรับทำเงาเข้มของผิวค่ะ!!~ เพราะฉะนั้นถ้าใช้ Neopiko 4 เพียวๆ โดยไม่แตะสีน้ำหลอดเลยกับภาพที่ต้องการความอลัง อันนี้คาดว่าจะมาตายตรงสีผิวนี้แหล่ะค่ะ (เดี๋ยวท้ายบทความจะเอาภาพตย.ความตายมาโชว์ค่ะ :) )

แต่เรื่องสีเนื้ออันนี้พอเข้าใจนะคะ เพราะว่าสีตัวนี้ยังใหม่อยู่ มีแค่ 20 เฉดสี เอาจริงๆ นอกจากสีเนิ้อแล้วตัวสีอื่นเฉดอื่นก็โอเคอยู่ค่ะ ผสมสีกันได้ด้วย คิดว่าต่อไปทางบริษัทน่าจะออกเฉดสีมาเพิ่มมากกว่านี้อ่ะเน๊าะ (ถ้าได้สีเงาของสีเนื้อมาจะเป็นอะไรที่เจ๋งมาก :D )

โอเค…. พอพูดถึงเรื่องผสมสีแล้วเราก็มาลองผสมสีกันดูสักหน่อย เริ่มจากเอาสีฟ้าปาดลงไปบนจานสี ปาดๆๆๆๆๆ พอประมาณว่าสีไหลออกจากปากกามาเล็กน้อย

ปากกาสีน้ำ สีฟ้า

จากนั้นก็เอาสีแดงลงไปปาดๆๆๆๆๆ ทับไปเลยค่ะ ไม่ต้องกลัวพู่กันปลายปากกาเปื้อน เพราะเราใช้ไปจุ่มน้ำไป หมึกในด้ามมันมันก็จะไหลออกมาขับไอ้ที่เปื้อนๆ ออกไปได้เอง แหม….. ชอบสุดๆ ก็ตรงนี้แหล่ะ ไม่ต้องล้างพู่กันด้วย 5555+

ผสมสีน้ำ ปากกาสีน้ำ

ดูเหมือนสีไม่ค่อยเข้ากันใช่ไหมคะ… แน่ล่ะสิ ปาดสดจากด้ามนี่ สีมันจะแห้งนิดๆ เพิื่อความเนียนเราก็เหยาะน้ำใสๆ ลงไปนิดนึงค่ะ เหยาะแล้วหน้าตาจะออกมาประมาณนี้

Marker : Water Color Pen

ดูเจือจางเน๊าะ แต่ Topic ที่เราจะใช้ไม่ใช่ในจานสีค่ะ จากการทดลองอย่างยากเข็ญในห้องแล็ป… เอ๊ย!! ในห้องทำงาน พี่เซเรนสรุปออกมาแล้วว่า… สีผสมที่เปื้อนตรงปลายพู่กันนี่แหล่ะค่ะ ฟินสุด  แต่ที่นี้ปลายพู่กันมันเข้มเกิน ถ่ายมาก็มองไม่เห็นความแตกต่างเลยไม่ถ่าย พิสูจน์เลยดีกว่าด่วยใช้ปลายพู่กันสีฟ้าที่ปาดผสมลงไปอีกรอบกับสีแดงในจานสีออกมาได้สีม่วง เอามาแตะน้ำสีม่วงที่ผสมสีเอาไว้ในจานสีแล้วก็ปาดๆๆๆๆๆ

ปากกาสีน้ำ ทดสอบ

ดูง่ายๆ ไล่จากซ้ายไปขวาเลยค่ะ  ด้านซ้ายปลายพู่กันยังเปื้อนสีที่ผสมไว้อยู่ ก็ปาดไล่มาเรื่อยๆ จนสีผสมที่ปลายพู่กันหมดก็จะเห็นออกมาเป็นสีฟ้าน้ำเงินเข้ม และค่อยๆ จางไปตามวาระที่สีผสมหมด  ก็ใช้สนุกดีนะอันนี้ :D

ส่วนอันต่อไปเป็นการทดลองผสมสีในกระดาษค่ะ ถ่ายขั้นตอนให้ดูไม่ได้เพราะต้องใช้ความไวปานแสงในการผสม ถ้าลงต้นฉบับจริงตรงนี้ไม่เชี่ยวแนะนำว่าอย่าทำนะคะ เดี๋ยวมันจะเละเอา

พี่เซเรนปาดสีชมพูลงไปก่อน แล้วก็เอาส้มแป้งมาเกลี่ยๆ ให้ Mix กัน อร๊ายยยย สีน่ารัก ขนมๆ สดสวยมากอ่ะ หลงเลยอันนี้ :D

จากที่เทสต์ๆ มานะคะ Neopiko 4 สีชมพู (Pink, W-013)  , ส้มแป้ง (PowderOrange, W-014) ,  ส้ม (Orange , W-002) สามสีนี้นี่แบบ…. น่าร๊าาาาากกกก ขนมมาก สดมากๆ ชอบฝุดฝุดเลยอ่ะ >.<

คือโดยทั่วไปสีมันสดกว่าสีน้ำหลอดอยู่แล้วนะคะ แต่สามสีนี้แบบ…. สด น่ารัก ฟิน ชอบๆ
ตัวนี้ราคาขายอยู่ที่ 115 บาทต่อด้ามค่ะ พี่เซเรนคิดว่าราคาธรรมดาอยู่นะ เพราะสีน้ำหลอดยี่ห้อปกติที่ใช้ๆ อยู่ก็ร้อยอัพทั้งนั้น…. อันนี้เอาจริงๆ อยากให้ใช้คู่กับสีน้ำของซากุระมาก เพราะสีสดๆ ไปทางแนวเดียวกัน น่าจะใช้คู่กันได้ดี

ในกรณีสำหรับการที่ไม่มีสีน้ำสดติดตัวอยู่เลย จะใช้ตัวนี้เพียวๆ แนะนำสีเบื้องต้นที่ควรซื้อคือ  สีดำ w-012, เทา w-011, แดง Carmine w-001, ฟ้า (สีฟ้าที่ตัวด้ามเขียนว่า Green -_-‘ w-005) เหลือง w003,  <– จำเป็นลำดับที่ 1 /// ถ้ามีงบจะซื้อเพิ่ม จำเป็นลำดับที่สองแนะนำ Powder Orange w-014, น้ำเงิน Ultramarine w-007, ชมพู w-013

แต่ถ้ามีสีน้ำหลอดอยู่บ้างนะคะ  ก็เลือกซื้อสีที่เราคิดว่าจำเป็นแต่สีดำนี่…. มันเข้มกว่าสีน้ำหลอดนะ กับสีเทา จากที่เทสต์มาคือประโยชน์เยอะมาก แถม แดง Carmine แดงตัวนี้สดจริงอะไรจริง หาไม่ได้ง่ายๆ ในสีน้ำสด คิดว่าน่าจะซื้อสีพวกนี้ก่อนค่ะ ไม่น่าจะผิดหวัง

และตามสัญญาค่ะ ภาพเทสต์ปากกาสีน้ำ Neopiko 4

Water Color Test

อันนี้เป็นกระดาษที่ทดลองหลายๆ สีค่ะ ถ่ายมาเพราะสีจะใกล้เครียงสีจริงมากกว่าภาพสแกน

ซอมบี้หัวกรวย

อันนี้เป็นภาพเทสต์ภาพแรก…  พอดีเพื่อนพี่เซเรนที่ติดเกมยิงซอมบี้รีเควสจิบิซอมบี้หัวกรวยมา พี่เซเรนก็เลยวาดให้ ทดลองกระดาษของสมุดสเก็ต Deleter แล้วก็เลยลอง Test ปากกาสีน้ำด้วยเลย ในระดับภาพจิบิรายละเอียดไม่มาก…. ปากกาตัวนี้ใช้ง่ายมากค่ะ ไม่เลอะจานสีมากด้วยเพราะไม่ต้องผสมสีเยอะ แตะๆ ปาดๆ แป๊บเดียวก็เสร็จ ซอมบี้ตัวนี้ใช้ Neopiko 4 ล้วนๆ ไม่มีสียี่ห้ออื่นชนิดอื่นเข้ามาเจือปนเลย

โปรดสังเกตกรวยสีส้มบนหัวซอมบี้ จะเห็นได้ว่าปกติกรวยต้องมีแถบขาวพาด แต่พี่เซเรนพอปาดสีส้มลงไปปุ๊บ…. อุ๊!! แม่เจ้า!!~ สีขนมมว๊าาาาากกกก สดฝุดๆ สีหวาน น่ารัก หลงสีก็เลยปาดเพลินไปทั้งอันเลย…. โชคดี พอมาดูภาพต้นฉบับ ซ้อมบี้ในเกมกรวยไม่มีแถบขาวพาด เนียนเลย 55555+

พอเทสต์ภาพจิ๊บๆ แล้วก็มาต่องานอลังบ้าง…. อันว่าไม่แน่ใจสี คือดูจากสี คุณสมบัติ ก็คิดอยู่แล้วว่าถ้าใช้กับงานจริงจังเราคงถึงกาลอวสาน  เลยโชคดีนิดตรงที่ภาพนี้ไม่ใช่ต้นฉบับ เป็นภาพ Print มาลงสี พองานออกมาเสียเราเลยพอจะชิลด์ได้  แต่โชคซวยตรงที่กระดาษปอนด์ Print มันห่วยค่ะ ส่งเสริมให้ง่านมันเจ๊งได้ง่ายมากฝุดฝุด

Bird Water Color

เอิ่ม…. งานเสียนะคะ ไม่ใช่งานดี  คือทำใจในการโพสต์อยู่นานอ่ะ งานห่วย ไม่ค่อยอยากโชว์ T-T  แค่มีนิสัยที่แบบ…ถึงจะเสียแต่ถ้าไปต่อได้ก็จะกัดฟันทำให้เสร็จ มันก็เลยออกมาเสียแบบเสร็จๆ อย่างที่เห็นนี่แหล่ะค่ะ

ภาพนี้ตอนแรกตั้งใจจะใช้ Neopiko 4 ทั้งหมด  แต่มีหลายจุดที่สีไม่ครบจริงๆ ก็เลยทำไม่ได้  อย่างกนกอันนี้มีตีเนียนแตะสีไม้น้ำแต่งไปหน่อยๆ ส่วนสีผิว (เละที่สุดเบย T^T) อย่างที่บอกค่ะ ไม่มีสีเข้มให้เราเน้นเงาเลย ตอนแรกใช้ส้มแป้งละลายน้ำ สีก็จางงงอ่อนมาก ก็ใช้แบบไม่ละลายน้ำเพื่อเน้นเข้ม ปรากฏว่าสีไม่ได้ต่างกันเท่าไหร่ คือมันเข้มได้แค่นี้  ในส่วนของฟ้า…. ฮา…. สีฟ้า 3 โทนเกือบหมึกจะหมด ปาดตอนแรกคือมองไม่เห็นสีเลย ฟ้านี่…. ใช้ Neopiko 4 ทั้งสามโทนผสมพันธุ์กัน ปาดทับไปประมาณ 10 กว่ารอบกว่าจะเห็นค่าความต่าง  เอาจริงไซส์ภาพขนาด A4 แบล็คกราวน์มันก็ไม่ใช่เล็กๆ ก็ไม่น่าจะลงได้ทั่วกับปากกาสีน้ำแท่งแค่ติ๊ดเดียวอยู่แล้ว แต่เราลองของไงเลยกล้าโฉด

กนกห่วยมาก  เก็บรายละเอียดรอบนอกตัวกนกแทบบไม่ได้เลย อันนี้สีไม่ผิดค่ะ ความฉ่อยของเซเรนผิด คือแบบ…. อุปกรณ์สีน้ำเราไม่ครบ ตรงนี้จริงๆ ต้องใช้ Masking F ปาด แต่เซเรนไม่มีเลยล่อทรานเท็กซ์แปะกรีด (โฉดมาก 5555+) ความซวยต่อมาต้นฉบับหลายจุดเลย มันเลยกลายเป็นรอยคัตเตอร์กรีด เก็บสียากมาก << ไม่มีอะไร อันนี้ฉ่อยเอง เล่าประจานตัวเอง 5555+

นอกจากกนกที่ใช้แอบใช้สีไม้น้ำเข้ามาแจม (คือทนไม่ไหวเแล้ว เฉดสีมันไม่พอ T^T) การผสมสีบางจุด อย่างเสื้อผ้า ก็ใช้สีน้ำหลอดมาช่วยด้วย กับปิ๊งๆ และปีกผีเสื้อก็ใช้หมึกสีขาวแต่งค่ะ… พวกนนี้จะเอามาแจมน้อยเพราะโจทย์หลักของภาพคือ Neopiko 4  :)

ใช้ในงานจริงจังก็ออกมาได้ประมาณนี้ เอาจริงq ก็นั่นแหล่ะค่ะ ถ้าจะลงสีระดับนี้แนะให้ใช้คู่กับสีน้ำสดดีที่สุด จะได้ไม่เครียดมากเวลาต้องเก็บสีพื้่นที่กว้างๆ ค่ะ

 

ขอบคุณ เครดิต
http://cartoondrawing.renrengang.com/review-water-color-pen-ปากกาสีน้ำ.html/

รีวิวกับปากกาแนวๆ Chameleon ที่สามารถลดความอ่อนไล่สีปากกาได้ โดย Squidmanexe

รีวิวแนวๆกับปากกา Chameleon ที่สามารถลดความอ่อนไล่สีปากกาได้…

ถ้าปากกา 4-5 ด้ามจะสร้างเฉดสีได้มากขนาดนี้…

ก็ถือว่าคุ้มค่ามากเลยทีเดียว…

 

คิดเล่นๆว่าถ้าปากกาด้ามนึงมีสีหลายน้ำหนักสีในด้ามเดียวก็ดีนะ…

เช่นเราสามารถลงสีให้หนักหรืออ่อนเหมือนดินสอสีไม้…

ซึ่งสีไม้สามารถทำได้แต่สีก็ไม่ได้สดเท่าไหร่นัก…

 

วันนี้ได้มาร์คเกอร์ของ Chameleon ซึ่งเป็นปากกาที่ว่า…

สามารถลดโทนสีได้ในด้ามเดียว…

เลยลองมาดูกันซิว่าจะเติมฝันให้เป็นจริงได้ขนาดไหน?

 

ในกล่องประกอบด้วย…

ปากกาสี 5 ด้าม และคู่มือการใช้งาน…

รวมถึงหัวปากกาสำรองอีก 2 หัว…

 

ปากกาเซ็ตที่ผมได้มามี 5 สีนี้จัดอยู่ในชุด…

Primary Tone Set หรืออยู่ในชุดสีพื้นฐานนั่นเอง…

เรื่องสีที่ปลายด้ามจะมีเขียนชื่อสีเอาไว้ชัดเจน…

และตรงโทนกับสีหัวปากกาจริงดีทีเดียว…

 

เมื่อมาดูเป็นด้ามเราจะเห็นว่าปากกายาวมาก…

แต่เอาจริงๆจะประกอบไปด้วย 2 ส่วนหลักๆ ก็คือ…

ตัวปากกา ซึ่งจะมีฝาปิดครอบหัวทั้ง 2 ด้าน…

และส่วนที่เป็นตัวดูดสี(ปลายสีขาวข้างใน)ที่เป็นเหมือนปลอกซ้อนอีกทีหนึ่ง…

 

มาดูตรงส่วนหัวปากกา…

จะมีสองด้าน ซึ่งจะประกอบไปด้วย…

หัวที่เป็นหัวแข็งเรียกว่า Bullet Nib…

และหัวที่เป็นหัวปลายอ่อนหรือที่เราเรียกหัวพู่กัน Brush Nib…

 

ซึ่งเมื่อลองเอามาเขียนดูแล้วก็พบกว่า…

หัวเดียวสามารถลงน้ำหนักได้ต่างกันหลายขนาด…

ซึ่งในงานวาดสามารถวาดน้ำหนักเส้นต่างๆได้ในด้ามเดียวกันได้ไม่ยากนัก…

และคุมน้ำหนักเส้นได้ไม่ยากด้วย…

 

ในเรื่องของการซึมของหมึก…

เนื่องจากหมึกเป็นโปร่งแสงจึงซึมไวพอสมควร…

ดังนั้นจะเห็นได้ว่ามีอาการทะลุหลังเช่นมาร์คเกอร์ทั่วไปนั่นเอง…

จึงควรหาอะไรรองหลังกระดาษเสมอๆเมื่อใช้ทุกครั้ง…

 

ลองเทียบสีของหัวปากกาแต่ละด้าม…

ว่าสีสดจากหัวปากกาออกมาเป็นอย่างไร…

 

สิ่งที่แตกต่างจากปากกามาร์คเกอร์ตัวอื่นๆที่ลองมาก็คือ…

จะมีปลอกพิเศษซึ่งสามารถลดน้ำหนักสีได้…

เดี๋ยวเราจะมาดูการทำงานของมันกัน…

 

ซึ่งในคู่มือจะมีบอกว่าถ้าเราคว่ำตัวทำละลายสีนานกี่วินาที…

จะเกิดเอฟเฟคสีได้ประมาณไหน…

ทั้งนี้ทั้งนั้นควรทดลองในกระดาษอื่นๆก่อนลงสีจริงทุกครั้ง…

ถ้ายังจำช่วงสีในแต่ละเวลายังไม่ได้

 

ถ้าคู่มือหายไปยังมีตัวช่วยคือการแสกนล้ำที่หลังกล่อง…

ด้วยโทรศัพท์มือถือ ก็จะได้ลิงค์ไปยังคู่มือให้เราโหลดมาเก็บไว้ได้นั่นเอง…

 

***วิธีใช้งานก็คือเอาปลอกนี้ไปสวมบนหัวปากกาโดยตรง…(อันนีัสำคัญมาก!!!)

โดยจะต้องหันหัวปากกาขึ้นข้างบนเสมอเพื่อให้ตัวทำละลายไหลลงมาที่หัวปากกา…

ทำให้สีอ่อนลงจนสามารถใช้งานได้…

 

จะสังเกตว่าปลายปากกาของเราจะโดนตัวทำละลาย…

ไหลลงมาทำให้หัวปากกาของเราสีอ่อนลง…

 

ถ้าลองถอดปลอกออกจะเห็นว่าหัวปากกาเราอ่อนลงแล้ว…

ทีนี้ก็ทดลองเขียนกันได้เลย!!!

 

นี่คือการทดลองปาดสีไปเรื่อยๆ…

เริ่มจากทางซ้ายอ่อนสุดไปยังทางขวา…

หมึกก็จะเริ่มไหลซึมออกมาจนสีเริ่มเข้มขึ้นนั่นเอง…

 

ทดสอบจากแม่สี 3 ด้าม…

มาผสมสีกันและลองเทียบกับสีเขียวที่สำเร็จรูปแล้วดู…

จะเห็นว่าสามารถผสมสีได้ค่อนข้างหลากหลายน่าสนใจทีเดียว…

 

คราวนี้ลองมาระบายสีกันจริงๆดีกว่า…

เนื่องจากสีหมึกที่บรรจุมานี้มีลักษณะแบบ Alcohol Based ดังนั้น…

มันอาจจะทำละลายหมึกที่ลงตัดเส้นจากหมึกที่ไม่กันน้ำ…

ดังนั้นถ้าจะตัดเส้นด้วยหมึกไม่กันน้ำควรจะตัดเส้นกันหลังจากลงสี…

หรือไม่ก็เปลี่ยนเป็นตัดเส้นด้วยหมึกกันน้ำไปเลยจะง่ายกว่า…

(ในตัวอย่างใช้ถ่ายเอกสารมา)

 

ทีนี้ก็ลองเอาปลอกครอบปากกาแล้วก็ตั้งไว้ซัก 20-25 วินาที…

แล้วก็เอามาระบายดูไล่ตั้งแต่สีอ่อนไปเรื่อยๆ…

เราก็จะได้ Effect ของการไล่สีได้ไม่ยาก…

 

พอระบายเสร็จกระดาษก็จะชึ้นๆประมาณนึง…

ถ้าใครจะตัดเส้นช่วงนี้ควรปล่อยให้กระดาษแห้งก่อน…

ไม่ก็สามารถตัดเส้นด้วยปากกาเคมีอย่างพวกปากกาลูกลื่นได้…

 

ทีนี้มาดูตรงหัวปากกาที่แถมมาว่าเราจะเปลี่ยนได้อย่างไร…

อันที่จริงทาง Chameleon เองแถมหัวปากกามาเพราะว่า…

ด้านที่เป็นหัวแปรงจะมีความอ่อนทำให้ชำรุดได้ในกรณีใช้ไปนานๆ…

(แต่ทางเว็บ Chameleon เองได้บอกว่าหัวนั้นทนประมาณนึงอยู่แล้วทนจนหมึกหมดเลย)…

 

***และที่สำคัญเมื่อถอดหัวได้แสดงว่ามันสามารถเติมหมึกได้แน่นอน!!!

(ทางเว็บต้นทางก็มีบอกว่าสามารถเติมหมึกได้ขนาด 25ml. ได้จริงด้วย)

 

อุปกรณ์ที่ใช้ดึงหัวปากกาควรมีคีมหนีบซักอันนึงเพื่อให้มือไม่เปื้อน…

(ก่อนหน้านั้นได้ลองดึงหัวปากกาโดยใช้มือจิกดึงออกก็สามารถทำได้ไม่ยากเย็นนัก)…

เมื่อเราคีบหัวปากกาได้แล้วให้ถอนออกตรงๆเลย…

ใช้แรงประมาณนึงหัวปากกาก็จะหลุดออกมาอย่างที่เห็น…

 

และเราก็เอาหัวใหม่ใส่ลงไปตรงๆเช่นกัน…

 

 

รอประมาณ 3-5 นาที สีก็จะซึมออกมาจนใช้ได้เหมือนเดิม…

เรื่องความสดของสีคิดว่าสีเดิมๆหัวปากกานั้นสดและเนียนใช้ได้เลยทีเดียว…

 

มาถึงช่วงรีวิวข้อดีข้อเสีย…  

 

ข้อดี…

-ด้ามใหญ่พอดีมือจับเขียนได้สบาย…

-ปริมาณด้ามบรรจุหมึกได้เยอะเขียนพื้นที่ใหญ่ๆ A3-A2 ได้ต่อเนื่อง…

-สีสดและออกมาตรงตามสีที่ระบุไว้..

-เป็น Alcohol-Based ที่กลิ่นไม่แรงและไม่เหม็น(อันนี้ดีจริง)…

-หัวปากกาด้านแข็ง แข็งแรงดีทนต่อแรงกดน้ำหนักต่างๆได้และให้เส้นที่สม่ำเสมอ…

-หัวปากกาด้าน Brush ก็ทนทานต่อการกดน้ำหนักต่างๆแต่ควรเอียงนิดนึงไม่งั้นหัวจะจิกกระดาษตรงเกินไป…

-การทำละลายให้สีจางลงสามารถทำได้อย่างรวดเร็วและใช้งานได้สะดวก…

-ใช้กับปากกาที่เป็น Alcohol-Based ตัวอื่นๆได้ด้วยอีกนะ ใครมีด้ามอื่นอยู่แล้วเอามาใช้ลงสีทับกันได้เลย…

-เติมหมึกได้ด้วยอันนี้คุ้มเลย(แต่จะหาหมึกที่ไหนมาดีนะ ถ้าประยุกต์เป็นก็ใช้ได้คุ้มเลย)…

-พูดถึงความคุ้มก็จัดว่าคุ้มทีเดียวกับด้ามเดียวได้หลายน้ำหนักสี…

 

ข้อเสีย…

-มีราคาค่อนข้างสูงนิดนึงควรได้ลองก่อนตัดสินใจซื้อ…

-ด้ามปากกากลมเกลี้ยง วางโต๊ะลาดเอียงนี่ร่วงแน่นอน ดังนั้นควรหากล่องใส่เสมอๆ…

 

 

คำเตือน…

-ช่วงที่ทำละลายถ้ายังกะระดับสีไม่ได้ควรทดลองกับเศษกระดาษก่อนลงสีจริงทุกครั้ง!!!

อย่าเสียบตัวดูดกับหัวปากกานานเกินไปเพราะตัวดูดจะทำละลายจนหัวปากกาสีหายไป…

ห้ามคว่ำหัวปากกาหรือตะแคงหัวปากกาตอนทำละลายสีเพราะจะทำให้สีย้อนกลับไปยังตัวทำละลายทำให้ตัวทำละลายมีอายุการใช้งานที่น้อยลงไปทันที

 

สรุปภาพรวมปากกา Marker Chameleon Primary Tone Set…

 

เป็นปากกาที่ดีในแง่สีสด สีเรียบดีไม่ซึมแรงเหมือนมาร์คเกอร์ที่เป็นแอลกอฮอล์…

แถมเรื่องไล่สีได้นี่แทบจะทำให้ไม่ต้องพกปากกามาร์คเกอร์หลายๆด้ามเลย…

เรียกว่าบางทีพกแค่ชุด 5 ด้ามก็เพียงพอกับการวาดทั่วไปหรือทำ Mind Map แล้ว…

มีด้ามที่แข็งแรงจับถนัดมือและไม่ลื่นสามารถเขียนได้ต่อเนื่องไม่เมื่อยมือ…

 

 

เครดิต https://www.facebook.com/notes/squidmanexe/รีวิวกับปากกาแนวๆ-chameleon-ที่สามารถลดความอ่อนไล่สีปากกาได้/1070732076289017/

Copic vs Touch มาร์คเกอร์ยี่ห้อไหนน่าใช้กว่ากัน โดย นู๋จัน

จันเขียนถึงมาร์คเกอร์ Copic และ Touch มาก็หลายรอบแล้ว  แต่ยังไม่เคยได้มีโอกาสนำมาเปรียบเทียบและรีวิวอย่างจริงจังเสียที

บังเอิญว่าทางร้านละมุน เพิ่งจะนำมาร์คเกอร์ยี่ห้อ Touch จากเกาหลีเข้ามาขายอย่างเป็นทางการ พ่อค้าแม่ค้าร้านนี้จึงเสนอจะส่งให้จันทดลองใช้ และรีวิวเพื่อตอบคำถามต่างๆ ของลูกค้า ดังนั้นนี่ก็เป็นที่มาของการอัพเดทในครั้งนี้ค่ะ

ใครที่ยังไม่รู้เลยว่าปากกามาร์คเกอร์คืออะไร และ นำไปใช้เพื่ออะไรบทความที่จันเคยเขียนบอกอย่างละเอียดแล้ว คลิกๆๆ คลิกตรงนี้เลยค่ะ

ส่วนถ้าใครขี้เกียจอ่าน จันขอสรุปสั้นๆ ว่าปากกามาร์คเกอร์คือปากกาสีที่คล้ายสีเมจิค เอาไว้ลงสีบนกระดาษ ปากกามีหัวหลายแบบและมีสีมากมายให้เลือกใช้ ปากกาชนิดนี้นิยมใช้ในงานออกแบบ งานเขียนการ์ตูน และงานศิลปะต่างๆ ข้อดีคือใช้ง่าย แห้งไว สามารถใช้ได้หลายรูปแบบแล้วแต่พลิกแพลง สีไม่จางหายแต่ไม่ถูกกับแสงแดด ส่วนข้อเสียคือราคาต่อแท่งค่อนข้างแพงและมีกลิ่นเหม็นอยู่บ้าง

พอจะรู้จักมาร์คเกอร์กันคร่าวๆ แล้ว ทีนี้มาถึงส่วนของรีวิวกันบ้างนะคะ

รีวิวนี้จันเขียนขึ้นโดยใช้ประสบการณ์ส่วนตัว เพราะจันใช้สีทั้งสองยี่ห้อมาประมาณ 4-5 ปีแล้ว (จันซื้อ Touch 36 สี มาจากเกาหลีแล้วก่อนหน้าที่จะได้รับจากร้านละมุนค่ะ) และขอบอกว่าจันไม่ได้ถูกทางร้านบังคับขู่เข็ญให้ช่วยโฆษณาสินค้าแต่อย่างใดนะคะ

อย่างแรกจันขอเริ่มต้นด้วยเรื่อง “สีสัน” กันก่อนเลย

ปัจจุบันนี้ Copic มีสีให้เลือกทั้งหมด 358 สี ขณะที่ Touch มีสีทั้งหมด 204 สี ดูจากจำนวนตัวเลขแล้ว Copic อาจจะเป็นต่ออยู่มาก แต่ในเมื่อเราไม่ได้ทำงานโดยใช้สีทั้งหมด 358 สี ดังนั้นประเด็นนี้จึงไม่ใช่จุดสำคัญที่เราควรนำมาพิจารณานัก

1272525_525084194234653_615816563_o

*สแกนจากสีจริง อาจแตกต่างบ้างตามสีหน้าจอคอมพิวเตอร์จ้า

ข้อแตกต่างของสีทั้งสองยี่ห้อนี้อยู่ที่ “โทนสี” มากกว่า Copic นั้นขึ้นชื่อเรื่องสีหวาน สดใส แต่เข้มๆ หรือสีแรงๆ นั้นต้องยอมรับว่า Touch นั้นทำได้โดดเด่นน่าประทับใจกว่า (อย่างเซ็ท 36 สีที่จันใช้ก็จะเน้นสีเข้มๆ เป็นหลักค่ะ ของเขาเข้มดีนะ แต่จันวาดแนวสดใสเลยคิดไม่ออกว่าจะเอามาใช้ยังไง)

จันลองลงสีโดยพยายามจัดเซ็ทของโคปิคด้วยสีที่ใกล้เคียงกับเซ็ทพาสเทลต้นฉบับที่สุด และลองลงสีในภาพเพื่อเปรียบเทียบกัน

จะเห็นได้ว่าสีของ Touch นั้นจะออกมาค่อนข้างเข้ม โดยเฉพาะสีชมพูอมส้มที่เป็นพื้น และสีเหลืองที่เป็นสีผนัง ขณะที่สีของโคปิคนั้นออกมาอ่อนกว่า ใสกว่า ไม่ทึมเท่า Touch แต่สีโทนฟ้าและเขียวนั้นเหมือนกันมาก แทบจะไม่เห็นความแตกต่างเลย

ลอง ดูอีกสักตัวอย่างหนึ่ง (แนวนี้จันวาดไม่ค่อยเก่งเท่าไหร่ ต้องขอโทษด้วยนะคะ > <) จะเห็นว่าสีของ Touch ดูเข้มกว่ามากทีเดียว

หรืออย่างการจัดเซ็ท แม้จะเขียนไว้ว่าชุด Pastel 12 สีเหมือนกัน แต่จุดที่เน้นของทั้งสองยี่ห้อนั้นก็แตกต่างเช่นกัน มาลองดูลิสต์ของทั้งสองเซ็ทนะคะ

(Credit : markerpop.com, copicmarker.com)

สีของ Copic Pastel Set จากรูปชาร์ตสี จะเห็นว่าสีของโคปิคเหมือนจะจัดเซ็ทโดยเน้นไปทางโทนสีเย็นมากกว่า

ขณะที่ Touch จะมีสัดส่วนสีชมพู-ม่วงมากกว่า และมีสีฟ้ากับเขียวเพียงอย่างละแท่งเท่านั้น

จันไม่เคยซื้อ Copic Pastel Set มาก่อน แต่หลังจากลองเทียบเบอร์สีแล้วจัดเซ็ท Pastel จากสีที่จันมีอยู่เดิม (รู้สึกว่าก็เกือบครบอยู่) ก็พบว่าเซ็ทสีของ Copic กับ Touch มีปัญหาเดียวกันคือ ทั้งสองยี่ห้อจัดเซ็ทสีหนักไปทางโทนใดโทนหนึ่ง ซึ่งเป็นผลดีสำหรับคนที่ลงสีแบบเล่นแสงเงามากๆ หรือไม่ได้ต้องการใช้สีมากมาย แต่ถ้าเน้นความหลากหลายจะเกิดอาการเลือกสีไม่ถูกเหมือนกัน ประมาณว่าอยากใช้สีตัดกัน แต่เลือกแล้วสีชนกัน และจมไปหมด แต่ Copic เหนือกว่า Touch ตรงที่เลือกสีโทนเดียวกันแต่ไม่ใกล้เคียงกันเกินไปนัก ถ้าดูที่แถบสีบนปากกาของ Touch จะแยกออกยากมาก เพราะสีเหมือนจะเป็นสีเดียวกันทั้ง 4 สี (อย่างสีชมพู-ม่วงตรงแถวล่างสุดในชาร์ตน่ะค่ะ)

แต่ถึงโคปิคจะมีดีกรีเรื่องสีนำอยู่ แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นข้อเสีย (ข้อใหญ่) ของโคปิคก็คือความสม่ำเสมอของสีค่ะ

จันลองใช้สีฟ้าที่คล้ายกันของทั้งสองยี่ห้อมาระบายเทียบกัน

สำหรับคนที่ใช้ Copic ไม่ว่ามือใหม่หรือมือเก่า (แต่ไม่เก่ง) อย่างตัวจันเอง ก็ยังรู้สึกว่าการระบายสีให้เนียนสนิทดูจะเป็นเรื่องยาก ไม่รู้ว่าเพราะอะไรโคปิคถึงมักจะทิ้งรอยด่างเอาไว้อย่างชัดเจนทุกครั้งที่เราใช้ ถ้าไม่ปล่อยไป ก็ต้องลงซ้ำซึ่งก็ทำให้สีเข้มขึ้นไปอีก ต่างจาก Touch ที่สามารถเกลี่ยได้สวย เรียบเนียนกว่ากันมาก สันนิษฐานว่าอาจเป็นเพราะ Copic แห้งเร็วกว่า Touch ละมั้งคะ ทำให้การกระจายของสีไม่สม่ำเสมอเท่าที่ควร (ลองดูตรงพื้นสีชมพูของรูปวาดข้างบนเทียบก็จะเห็นปัญหาอย่างเดียวกันค่ะ)

ส่วนกลิ่นของทั้งสองยี่ห้อ Copic จะมีกลิ่นฉุนแอลกอฮอล์มากกว่า Touch แต่ Touch ก็กลิ่นแปลกกว่า Copic แต่กลิ่นไม่ถือว่าแรงค่ะ ถึงอย่างนั้นด้วยเหตุนี้ อาจทำให้เราสูดดมมากโดยไม่รู้ตัว และอาจทำใ้ห้เวียนหัวได้ ดังนั้นถ้าสามารถทำได้ควรใช้ในที่ที่อากาศถ่ายเทค่ะ

คุณสมบัติต่อไปที่ควรจะพิจารณาก็คือ “แท่งปากกา”

จริงๆ จันไม่ได้สนใจว่าปากกายี่ห้อไหนจับถนัดมือกว่ากัน เพราะสำหรับจันขนาดของทั้งสองยี่ห้อ (และทั้งสองรุ่น) ก็พอๆ กันหมด แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือแถบบอกสีตรงปากกานั้นตรงกับสีจริงแค่ไหน

หลังจากที่ลองแล้ว พบว่าสีของทั้งสองยี่ห้อนั้นตรงกับสีจริงทั้งคู่ แต่เมื่อลงสีกับกระดาษ A4 80 แกรมเท่านั้น ถ้าลงสีบนกระดาษการ์ด 180 แกรมสีที่ลงจะเข้มขึ้นกว่าสีที่ลงบน A4 80 แกรม ดังนั้นไม่ว่าจะใช้สียี่ห้อไหน สิ่งที่ควรทำคือควรจดสีและ code ไว้เป็นลิสต์ลงบนกระดาษที่เราใช้จริง เพื่อให้เห็นว่าสีที่ออกมาเป็นอย่างไรค่ะ (แต่พอใช้ไปนานๆ จะจำได้ไปเองแหละ จริงๆ นะ)

อีกส่วนที่ควรสนใจมากๆ ก็คือหัวปากกาค่ะ

มาร์คเกอร์ทั้งสองยี่ห้อมีรุ่นหัวพู่กัน และหัวตัดใหญ่ (จริงๆ แล้ว Copic จะมีรุ่นเส้นเล็ก Ciao และหัวตัดใหญ่มากๆ Wide ด้วย แต่เนื่องจาก Touch ไม่มีเลยขอไม่พูดถึงละกันนะคะ)

เมื่อนำมาเปรียบเทียบกัน จะเห็นว่าลักษณะของหัวคล้ายกันมาก หน้าตัดน่าจะเท่ากันเลยทีเดียว แต่ว่าความแข็ง-ความนุ่มจะต่างกันเล็กน้อยค่ะ ความรู้สึกของจันคือตระกูลหัวตัด Touch จะแข็งกว่า Copic เล็กน้อย ทำให้เส้นหัวแหลมที่ได้ออกมาค่อนข้างเล็ก และคมกว่าแต่หัวตัดจะออกมาเส้นใหญ่กว่า แต่ถ้าหมึกกระเซ็นก็จะเห็นได้ชัดกว่าเช่นเดียวกัน ขณะที่ Copic จะได้เส้นใหญ่และดูฟุ้งๆ ไม่เน้นคม จึงเหมาะจะระบายบนพื้นที่ใหญ่ๆ มากกว่า

ส่วนหัวพู่กันของ Touch จะนุ่มกว่าค่ะ ลองสังเกตรูปดูนะคะ

หัวพู่กัน Touch ที่นุ่มกว่าจะรองรับน้ำหนักมือของเราได้มากกว่า เมื่อเราต้องการเส้นแบบไหนก็ควบคุมได้จากมือของเรา แต่ถ้าใครเป็นคนมือหนัก หัวแบบโคปิคอาจจะเหมาะกว่าสำหรับคุณ เพราะถึงกดหนักเส้นก็จะไม่ออกมาใหญ่โตเกินไปค่ะ

ถามว่าหัวของยี่ห้อไหนทนกว่ากัน จันไม่สามารถตอบได้เหมือนกันค่ะ เพราะว่าจันใช้ Copic มากกว่า Touch ดังนั้นความสึกหรอของ Copic ย่อมมากกว่า แต่ Copic ใช้ไปนานๆ แล้วหัวมันเปื่อยเหมือนกันค่ะ บางทีระบายแล้วหมึกกระจายออกมานอกกรอบ ทั้งๆ ที่เว้นไม่ได้ระบายชิดเส้นแล้วนะ แต่อาจเป็นผลจากการเติมหมึกด้วยค่ะ

ตารางเทียบเส้นของทั้งสองยี่ห้อ หัว 4 แบบค่ะ ถ้าอยากรู้ว่าเส้นแตกหรือไม่ยังไง ให้กดที่รูปขยายดูเอานะคะ

มาร์คเกอร์ทั้งสองยี่ห้อสามารถใช้ร่วมกันได้นะคะ ไม่ว่าจะผสมสี ระบายทับ หรือใช้ Blender ก็ได้หมดเลย (แต่วิธีใช้ Colouress Blender ของสองยี่ห้อนี้ต่างกันนะคะ แต่สามารถใช้ร่วมกับสีข้ามยี่ห้อได้) เพราะหมึกคล้ายกันมาก เป็นสีประเภทเดียวกัน ดังนั้นถ้าหากจะใช้สีของทั้งสองค่ายในงานเดียวก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเลย เพราะผลงานของจันเกือบทุกชิ้นเป็นอย่างนั้น

อ้อ แล้วก็ทั้งสองยี่ห้อจะมีอะไหล่ ทั้งหัวปากกาและหมึกเติม จำหน่ายนะคะ

โดยสรุปคือ Copic กับ Touch นั้นคุณสมบัติใกล้เคียงกันมาก จนสามารถใช้แทนหรือใช้ร่วมกันได้ค่ะ ใครที่สนใจอยากจะลองใช้ดู ให้เริ่มต้นจากหาโทนสีที่ชอบก่อน แล้วค่อยตัดสินใจเลือกว่าจะใช้ของยี่ห้ออะไร ถ้าจะซื้อเป็นเซ็ทก็ควรจะดูงานที่เราจะทำด้วยว่าต้องการสีแบบไหน โทนอะไร แล้วเหมาะกับยี่ห้อไหนมากกว่ากัน

*********************
ขอบคุณ เครดิต www.nuchun.com

ปากกาสี Chameleon Pens รีวิว โดย Asuka111

ปัจจุบันนี้ผมได้ห่างหายจากอุปกรณ์วาดเขียนไปนานเนื่องมาจากงานที่ทำส่วนใหญ่ตอนนี้เป็นงานดิจิตัลไปเสียหมด ทำให้ไม่ได้ติดตามข่าวสารทางด้านอุปกรณ์แฮนด์เมดทั้งหลายมากนัก  แต่เมื่อไม่นานมานี้ได้ทราบข่าวถึงอุปกรณ์ประเภทมาร์กเกอร์สียี่ห้อใหม่ “Chameleon pens”  ที่จะมาตีตลาดแข่งกับยี่ห้อดั้งเดิมจากญี่ปุ่นและเกาหลีที่ทุกคนรู้จักและคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี

โดยจุดเด่นของ Chameleon pens นั้นคือมันเปลี่ยนสีได้สมชื่อปากกากิ้งก่า!

 

ส่วนประกอบของ Chameleon Pens

 

ส่วนประกอบของ Chameleon Pens

สำหรับอุปกรณ์มาร์กเกอร์สีโดยทั่วไปในชุดสีของแต่ละยี่ห้อนั้นมักจะมีอยู่ด้ามนึงที่เป็นตัวทำละลาย (Colorless blender) ที่สามารถทำให้สีอื่นที่เราระบายลงไปผสมดูฟุ้ง…ราวกับสีน้ำ  แต่สำหรับ Chameleon pens นั้นในแต่ละด้ามจะมี Mixing chamber ติดมาด้วยซึ่งสามารถนำส่วนนี้มาประกบกับส่วนปลายพู่กันเพื่อที่จะเป็นการลดความเข้มของสีลงได้   เนื่องมาจากตัวทำละลายใน Mixing chamber นั้นได้ไหลลงมาผสมกับสีที่อยู่ในปลายของปากกานั่นเอง  ผลที่ได้จะคล้ายกับการลดค่า Opacity ในโฟโต้ช้อปและเมื่อระบายต่อไปเรื่อยๆ เราก็จะได้การไล่เชดสี (Gradiation) ที่สวยงาม

 

การใช้งาน Mixing chamber

 

การใช้งาน Mixing chamber

 

ไล่สีได้อย่างง่ายดาย

 

ไล่สีได้อย่างง่ายดาย

อย่างไรก็ตามจากการที่ได้ทดลองใช้ในระยะแรกมักจะมีปัญหาในการคาดเดาเรื่องระยะเวลาในการผสมสีพอสมควรโดยเฉพาะถ้าอยากได้เชดสีที่ต้องการแบบเป๊ะๆ และสำหรับบางเชดสีที่ค่อนข้างเข้ม กว่าจะผสมได้สีที่อ่อนจะค่อนข้างใช้เวลานานเหมือนกัน

ข้อสังเกตอีกข้อคือหัวปากกา (nib) นั้นสามารถถอดเปลี่ยนได้และค่อนข้างแข็งพอควรทำให้ระบายดีเทลเล็กๆได้ดีแต่กลับกันจะมีปัญหาในการระบายบนพื้นที่ที่ใหญ่มาก

ชุด 22 สี

 

ชุด 22 สี

สำหรับแพคเก็จที่ขายนั้นจะแบ่งเป็น ชุด 22 สี ( 20 สี + detail pen + blender ), ชุด 5 สี และขายแยกเป็นแท่งๆ คุณภาพแพคเกจนั้นออกแบบมาได้ค่อนข้างดีและดูทนทาน แต่ขนาดช่างใหญ่อลังมากๆ มือผมค่อนข้างเล็กเลยรู้สึกเกะกะไปบ้างนิดนึงเหมือนกัน อีกทั้งปากกามีตัวด้ามกลม ถ้าวางไม่ดีก็จะชอบหมุนตกโต๊ะบ่อยๆ

ส่วนตัวคิดว่าชุดสีตอนนี้ออกจะค่อนข้างจำกัดไปเสียหน่อยแม้ว่าจะสามารถไล่เชดได้ก็ตาม ถ้าในอนาคตทางผู้ผลิตจะออกสีอื่นๆมาเพิ่มมากขึ้นก็จะเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว ★

 

วิดีโอสาธิตการใช้งาน Chameleon Pens

 

asuka111-chameleon-pens-w1

asuka111-chameleon-pens-w2

 

จุดเด่น
– ไล่สีได้ง่ายด้วย blending tip
– สีสดและระบายให้เรียบได้ง่าย
– แพคเกจคุณภาพดี

ข้อสังเกต

– ชุดสีที่มีค่อนข้างจำกัด
– หัวพู่กันค่อนข้างเล็กระบายบริเวณกว้างๆ ได้ลำบาก

 

เครดิต www.asuka111art.com  จร้าา

มารู้จักปากกาสี Chameleon โดย Nuchun

ทางตัวแทนจำหน่ายสี Chameleon ส่งสีมาร์คเกอร์มาให้รีวิวค่า แต่เนื่องจากต้องทำความเข้าใจกับระบบการใช้งานที่แตกต่างจากเดิมอยู่พักนึง ทำให้ไม่ได้ลงมือเขียนและอัพให้เพื่อนๆ ดูซะที (ก็ต้องขอโทษทางตัวแทนจำหน่ายด้วยค่ะที่ช้า)

มาเริ่มกันเลยดีกว่าเนอะ!

P1120367

11

สี Chameleon เป็นสีมาร์คเกอร์แอลกอฮอลล์สัญชาติอังกฤษค่ะ หากซื้อ Deluxe Set ในกล่องจะมีสี 20 สี (ซึ่งตอนนี้เขามีแค่ 20 สีเท่านั้น) บรรจุในกล่องกระดาษแข็งแรงทนทานสีดำ

P1120368 P1120370re

ในแพคแถม Colour Blender ซึ่งก็คือหมึกเบอร์ 0 ที่เราคุ้นเคยกันดีกับปากกาสองหัว Detail Pen ซึ่งก็คือปากกาตัดเส้นสีดำมีหัว 0.4 มม. กับ 0.6 มม. จันลองใช้ในกระดาษวาดรูปปกติที่จันใช้ (Canson) ก็เวิร์คค่ะ เส้นไม่แตก หัวแข็งดี แท่งใหญ่ใช้ค่อนข้างง่ายค่ะ เสียดายขนาดเส้นค่อนข้างใหญ่ไปนิด จึงต้องใช้ปากกาปกติเส้นเล็กๆ เสริมด้วยค่ะ หัวพู่กันสำรองสำหรับเปลี่ยน 10 หัว (ปกติไม่ค่อยเห็นใครแถมหัวปากกานะ รู้สึกมีเลศนัยเล็กๆ ที่บริษัทใจดีขนาดนี้ ฮ่า) พร้อมคู่มือภาษาอังกฤษให้ด้วยในแพคค่ะ

01 05

อาจจะงงๆ เพราะพอบอกว่ามีแค่ 20 สี พูดแบบนี้แล้วก็ดูเหมือนปากกาสีธรรมดามากกว่ารึเปล่า แล้วมันจะทำงานศิลปะได้เหรอมีสีแค่นี้ จุดที่พิเศษสำหรับมาร์คเกอร์แอลกอฮอลล์ยี่ห้อนี้คือไล่โทนได้ในแท่งเดียวและระบายได้บนทุกพื้นผิวค่ะ จันลองเอามาร์คเกอร์ที่จันมีมาเทียบสีดูให้เห็นภาพ (อาจจะไม่เป๊ะมากคือจันมีเท่านี้ง่ะ) จะเห็นว่ามาร์คเกอร์ 200-300 สีที่เราใช้กันอยู่เป็นผลจากการใช้สีหลักมาเจือจางสี และแม้มาร์คเกอร์ที่ซื้อกันอยู่จะขายเบลนเดอร์ต่างหากอยู่แล้ว แต่ใช่ว่ามือใหม่ทุกคนจะใช้เก่ง เขาก็เลยออกสินค้ามาแก้ปัญหาข้อนี้ โดยมีจุดมุ่งหมายคือ 1. ซื้อปากกาไม่ต้องเยอะก็ระบายสีได้ดั่งใจ 2. ไล่สีได้อย่างง่ายๆ แม้มือใหม่ก็ทำได้

P1120377re

ส่วนประกอบของปากกาแท่งยาวนี้มีสองส่วนหลักๆ คือ ส่วนที่เป็นสี เป็นปากกามีสองหัวคือหัวแหลมและหัวพู่กันค่ะ อีกส่วนหนึ่งจะเป็นส่วนที่เขาเรียกว่า Chamber หรือส่วนที่บรรจุ Blender ไว้ หมึกเติมได้ หัวเปลี่ยนได้หมดเหมือนมาร์คเกอร์ทั่วไปนะ

P1120398

เมื่อมี Chamber ต่อขึ้นมาอีก ทำให้มาร์คเกอร์จิ้มจุ่มเป็นยักษ์ (ไททั่น) ขึ้นมาทีเดียวในหมู่มาร์คเกอร์ด้วยกัน

img129

หลักการทำงานของเขาก็คือเมื่อต้องการจะ “ไล่สี” เราก็เอาส่วนปากกาสีหัวที่เราต้องการใช้ไปจิ้มจุ่ม Chamber แล้วตั้งทิ้งไว้ (ห้ามวางนอนระนาบนะคะ ไม่งั้นหมึกสีจะไหลไปที่หมึก Blender แทนค่ะ) หมึกก็จะสีอ่อนลงตามระยะเวลาที่เราจิ้มจุ่มค่ะ

P1120406

จันแนะนำให้หาแก้วน้ำทรงสูงหรืออะไรก็ได้ที่ทำให้ปากกาตั้งได้ไว้ใส่ปากการะหว่างรอจิ้มจุ่มกับมือถือไว้จับเวลาขณะระบายสีนะ

09

ลองดูจากตัวอย่าง จันใช้สี Chameleon จิ้มจุ่ม Blender จับเวลาต่างๆ กัน สังเกตว่าระยะเวลาต่างกันจะทำให้สีเริ่มต้นอ่อนเข้มต่างกัน สีจะเริ่มจากสีอ่อนแล้วไล่ไปจนคืนค่าสีเดิมโดยไม่ต้องอาศัยน้ำหนักมือหรืออะไรเลยค่ะ บางคนอาจจะคิดว่าไล่สีก็ดีน้า แต่ถ้าอยากจะได้สีเหมือนๆ กันแล้วดันไม่ใช่สีปกติของมันด้วยจะทำยังไง

10

หลังจากที่ลองมาได้คำตอบว่าจับเวลาให้เป๊ะว่าจิ้มจุ่มไปกี่วินาทีค่ะ ถ้าเราควบคุมเวลาได้ สีที่ได้จะออกมาใกล้เคียงกันพอสมควรค่ะ สังเกตว่าครั้งที่สองกับสามเนี่ยหมึกออกมาค่อนข้างใกล้เคียงกัน แต่ครั้งแรกอาจเป็นได้ว่าตอนนั้นหัวยังใหม่ด้วยค่ะ (เขียนครั้งแรกอ่ะนะ) เลยออกไม่เหมือนกับสองอันหลังที่หัวนุ่มแล้ว

02

ส่วนการกะเกณฑ์เวลาเนี่ยอาจจะคิดว่าลำบากเหมือนกันใช่ไหมคะ จันแนะนำให้ลองตีบรรทัดเหมือนสมุดมีเส้น จิ้มจุ่มสี 40 วินาที แล้วระบายในช่องบรรทัดระบายไปเรื่อยๆ จนกว่าจะคืนเป็นสีปกติพอเปลี่ยนเป็นสีปกติก็หยุด แล้ววัดความยาวขอช่วงสีจากนั้นเอาความยาวหาร 8 ค่ะ พอเราแบ่งสีที่ได้เป็นช่องเท่าๆ กัน ก็จะได้เป็นประมาณเวลาที่เราต้องใช้ในสีระดับต่างๆ ค่ะ ในคู่มือบอกว่าหลังจากจิ้มจุ่มแล้วให้ลองบนกระดาษก่อนว่าสีโอเคไหมก่อนที่จะลงบนกระดาษจริงค่ะ

P1120400

พูดถึงเรื่องหมึกและวิธีการทำงานของหมึกไปเยอะแล้ว มาที่เรื่องหัวปากกากันบ้าง อย่างที่บอกไปแล้วก็คือหัวปากกาของมาร์คเกอร์จิ้มจุ่มมีสองแบบในแท่งเดียวก็คือ หัวแหลม (ในคู่มือเรียก Bullet nib) กับหัวพู่กัน (Japanese Brush) หัวแหลมของจิ้มจุ่มก็เหมือนหัวมาร์คเกอร์ทั่วๆ ไปค่ะ แต่หัวพู่กันจะแตกต่างค่ะ

07

ไล่จากซ้ายไปขวา > หัวพู่กัน Copic, หัวพู่กัน Chameleon, หัวแหลม Chameleon และ หัวพู่กัน Chameleon ที่ปลายแตกแล้ว

P1120393re

หัวพู่กันของ Chameleon เป็นหัวที่ค่อนข้างแข็งกว่าหัวพู่กันมาร์คเกอร์ยี่ห้ออื่นค่ะ ปลายเรียวแหลม เมื่อใช้ไปได้สักพักแล้วปลายจะนิ่มลงเพราะปลายมันแตกค่ะ ในคู่มือระบุไว้ว่าเป็นเรื่องปกติของหัวพู่กันยี่ห้อนี้ ปลายที่แตกออกจะช่วยให้หัวพู่กันเหมือนพู่กันญี่ปุ่นค่ะ หัวพู่กันยี่ห้อนี้เมื่อใช้แรงกดแล้วหัวจะไม่ยืดหยุ่นไปตามน้ำหนักมือ คือเส้นที่ได้จึงไม่เป็นรูปหยดน้ำ แต่จะเป็นเส้นขนาดสม่ำเสมอเหมือนหัวแหลมค่ะ (เพราะอย่างนี้ใช่ไหมถึงแถมหัวปากกามาให่น่ะ!?)

04

ที่ Chameleon ออกแบบหัวมาให้แข็งและปลายเรียวแหลม ไม่ยืดหยุ่นไปตามน้ำหนักมือนั้น เป็นเพราะว่าวิธีการจิ้มจุ่ม Chamber นั้น จำเป็นต้องทำให้ปลายที่สัมผัสกระดาษเป็นจุดๆ เดียวค่ะ หากหัวพู่กันยืดหยุ่นไปตามน้ำหนักมือแล้ว ผลที่ได้ก็คือหมึกจาก Chamber อาจไหลไปไม่ทั่วถึงและทำให้บางส่วนเป็นสีปกติไม่อ่อนลงค่ะ (ลองกับโคปิคได้ตามภาพเลย) แต่ว่าด้วยหลักการไล่สีในตัวของ Chameleon ทำให้ไม่จำเป็นต้องใช้น้ำหนักมือเพื่อไล่สีหรือเพื่อปาดแล้วผสมสีอยู่แล้วค่ะ

เครดิต www.nuchun.com จร้าา

error: